วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

กระเป๋าของฉัน ชีวิตของฉัน

นักธุรกิจสาวรายหนึ่ง เล่าเรื่องที่เกิดกับเธอไว้เป็นอุทาหรณ์

เรื่องร้ายเกิดขึ้น เมื่อเธอกับลูกสาวมาร่วมงานแต่งงานของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
งานเลิกราวสามทุ่มเศษ เธอพาลูกสาวกลับมายังรถที่จอดไว้ข้างถนนใกล้โรงแรม
ขณะที่เดินอยู่เธอก็ถูกวัยรุ่นชายสองคนสวมหมวกบังหน้า ไม่สวมหมวกกันน็อค
ขี่รถจักรยานยนต์ปรี่เข้ามา แล้วกระชากกระเป๋ากุชชี่ที่เธอถืออยู่

ด้วยความเสียดายกระเป๋าแบรนด์เนม เธอลงทุนยื้อยึดกับคนร้าย
เพื่อปกป้องกระเป๋าสุดหวง แรงกระชากทำให้นักธุรกิจสาวถึงกับเสียหลักล้มลง
ร่างกายครูดไป ตามพื้นถนนจนถลอกปอกเปิด แต่เธอก็ยังไม่ยอมปล่อยกระเป๋า
จนเมื่อลูกสาวร้องไห้ด้วยความตกใจ เธอจึงได้สติ
เธอตัดสินใจปล่อยมือ ปล่อยคนร้ายให้ได้กระเป๋าไปอย่างลอยนวล

เพราะนึกถึงความปลอดภัยของสิ่งที่เธอรักมากกว่า นั่นคือลูกสาว
แม้ว่าจะเสียดายทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไป แต่เงินสด โทรศัพท์มือถือ
แว่นตาแบรนด์เนมและกระเป๋าใบนั้นคงไม่มีความหมาย
ถ้าคนร้ายโมโหและใช้มีดหรือปืน ทำร้ายเธอและลูกสาวสุดที่รัก

อย่าพกอะไรที่ต้องเสียใจ เมื่อมันถูกฉก เทกระเป๋าของคุณออกมาตรวจสอบ
ว่ามีอะไรที่คุณจะต้องเสียใจไปอีกนาน ถ้ามันหายไปพร้อมกระเป๋า
หยิบมันออกมา แล้วเก็บไว้ในที่ปลอดภัยเสียเดี๋ยวนี้

กระเป๋าไม่ใช่ ตู้นิรภัย สิ่งที่ควรมีคือ "ของไม่มีค่า"
แต่ "จำเป็น" ต่อชีวิตประจำวันของคุณ อย่าใส่ของมีค่า
ที่คุณต้องร้องไห้ด้วยความเสียดายไว้ในกระเป๋าเป็นอันขาด

วิธีดีที่สุดจะทำให้คุณร้องไห้น้อยที่สุด เมื่อเสียมันไป
คือการทำ ให้มัน "น่าเสียดาย" น้อยที่สุด

1) อย่าเลือกใช้กระเป๋าที่มีราคาแพงมากๆ

กระเป๋าแบรนด์เนมที่ถูกกรีดหรือกระชาก จะสร้างความเจ็บใจให้คุณมากขึ้น
และยอมสู้จน ได้รับบาดเจ็บเพื่อมัน เลือกใช้กระเป๋าที่ถ้าจำเป็นจริงๆ
คุณจะสามารถตัดใจทิ้งมันได้ เพื่อรักษาชีวิต

2) ฝึกนิสัยพกเงินสด แค่จำนวนที่จะใช้ในแต่ละวันเท่านั้น

พกบัตรเงินสดหรือบัตรเครดิตให้น้อยใบที่สุด

3) ถ้ามีบัตรเอทีเอ็มมากกว่าหนึ่งใบ ควรพกไว้แค่ใบเดียว

เป็นใบที่มีเงินในบัญชีเล็กน้อย ส่วนใบอื่นที่มีเงินในบัญชีมากกกว่า
ควรเก็บไว้ที่อื่นที่ปลอดภัย เช่นในบ้าน ในกรณีที่บัตรใบแรกหาย
บัตรสำรองจะลดความกังวลไปได้มาก

4) บัตรสำคัญต่างๆ ในกระเป๋า ให้นำมาเรียกันบนกระดาษ A4

แล้วถ่ายเอกสารเก็บไว้รวมกัน เมื่อกระเป๋าสตางค์หาย
คุณจะรู้ว่ามีเอกสารสำคัญหายไปบ้าง

5) จดเบอร์สำหรับอายัดบัตรสำคัญต่างๆ

เก็บไว้ที่ที่ทำงาน ที่บ้านหรือในรถ
หรือเมมโมรี่ไว้ในโทรศัพท์มือถือ พร้อมอายัดได้เสมอ

6) ถ้าคุณขับรถ ควรติดกระเป๋าช้อปปิ้งไว้ในรถหนึ่งใบ

เมื่อจะลงไปซื้อของ หยิบเฉพาะเงินสดที่จะใช้
บัตรเครดิตหนึ่งใบใส่กระเป๋าช้อปปิ้ง แค่นั้นพอ

7) อย่าใส่กุญแจบ้านหรือรถไว้ในกระเป๋าสะพาย

บัตรเครดิตหนึ่งใบใส่กระเป๋าช้อปปิ้ง แค่นั้นพอ
คล้องกุญแจไว้ที่กระเป๋าหรือเข็มขัดเสมอ

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

ผู้หญิงขับรถ

ที่จอดรถที่ “ใช่”

แอนมีนิสัยไม่ชอบวนหาที่จอดรถหลายชั้น ถ้าเธอเจอที่จอดรถว่าง
แม้จะต้องเดินไกลหน่อยกว่าจะถึงประตู เธอจะหักหัวเข้าจอดทันที
ขณะที่อุ๋มอิ๋มมีนิสัยตรงกันข้าม เธอยอมวนรถชั้นแล้วชั้นเล่า
จนกว่าจะเจอที่จอดรถที่ถูกใจ
แอนรำคาญอุ๋มอิ๋มมาก เธอเคยตั้งคำถามว่า
“นี่เธอจะหาที่จอดรถหรือหาคู่แต่งงานยะยายอุ๋มอิ๋ม
วนไปวนมาจนเวียนหัวแล้วนะ อยากรู้จริงๆ ว่าจะวนหาอะไร”

อุ๋มอิ๋มไม่โกรธ เธอหัวเราะขณะที่สอดส่ายสายตาหา “ที่จอดรถที่ใช่” อย่างอดทน
และนี่คือ คุณสมบัติของ “ที่จอดรถที่ใช่” ของสาวใจเย็นอย่างอุ๋มอิ๋ม

ที่จอดรถที่ใกล้ประตูทางออกจากอาคารมากที่สุด
ที่จอดรถที่สว่างที่สุด ยิ่งอยู่ใต้แสงไฟฟ้ายิ่งดี
ที่จอดรถตรงกลางลาน มองเห็นได้รอบคัน ดีกว่าที่จอดรถหันหลังเข้ากำแพง
ที่จอดรถที่ไม่อยู่ข้างรถตู้คันใหญ่ หรือรถบรรทุกที่บังรถเธอจากสายตาคนอื่น
ที่จอดรถที่ถูกเสาบัง อยู่ในซอกมุมอับทึบ เพราะคนร้ายที่ไม่ได้นัดหมาย
มักแอบซ่อนอยู่ตามเสา ตามซอก และโจมตีทางด้านหลังเสมอ
ถ้าเป็นที่จอดรถในตึกสูง และสามารถเลือกได้ ควรจอดชั้นล่างๆ
เพราะชั้นล่างเป็นชั้นที่รถทุกคันต้องขับลงมา ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น โอกาสมีคนเห็นเหตุการณ์สูงกว่าชั้นบน

หันท้ายเข้าซอง

และตรงกันข้ามกับแอนที่ชอบหักหัวเข้าจอดเพราะมันง่ายดี
อุ๋มอิ๋มยอมเสียเวลา หันท้ายรถเข้าซองทุกครั้ง
อุ๋มอิ๋มเชื่อว่า การจอดรถแบบหันท้ายเข้าซอง ทำให้เธอใช้เวลาน้อยลง
เมื่อต้องรีบออกรถแบบกะทันหัน
ถ้าเกิดมีคนร้ายจู่โจมเข้ามา เธอจะได้ขึ้นรถปิดประตู แล้วออกรถหนีได้ทันท่วงที
ที่สำคัญ ต่อให้มีกระดาษหรืออะไรมาแปะท้ายรถ
เธอก็ยังขับรถออกมาได้โดยไม่ต้องลงไปดึงออก เพื่อที่จะถอยรถจากซองได้

รถคันนี้ไม่มีอะไรมีค่า

แอนมักคิดว่าล็อครถแล้วใครทำอะไรไม่ได้ ก่อนลงจากรถ
เธอไม่เคยกวาดตาดูเลยว่ารถตัวเอง “น่าปล้น” ขนาดไหน
บางครั้งเธอจอดรถเสร็จ ยังนั่งดูทีวีในรถต่อหน้าตาเฉย
เหมือนประกาศให้โจรรู้ว่างัดรถมีฐานะคันนี้สิ งัดแล้วคุ้ม!
ตรงกันข้ามกับอุ๋มอิ๋มที่ยอมเสียเวลาก่อนลงจากรถ
ทำรถของเธอให้ดูน่าปล้นน้อยที่สุด
โทรศัพท์มือถือ ไอพอด คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค กระเป๋าแบรนด์เนม กล่องเครื่องประดับ
อะไรก็ตามที่เชิญชวนให้คนร้ายเกิดกิเลสอยากได้ เธอเอาซ่อนเสียให้พ้นสายตา
ของชิ้นเล็กจับใส่ช่องเก็บของให้หมด ของใหญ่เอาซ่อนใต้เบาะ เตรียมถุงโทรมๆ
ไว้ใส่ของมีค่า คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ถ้าไม่จำเป็นอย่าโชว์กระเป๋าโน้ตบุ๊คล่อตา
หาถุงขนาดใกล้เคียงกันใส่ไว้อีกชั้นจนดูไม่ออกว่าคืออะไร
รถยนต์ไม่ใช่งานนิทรรศการ ไม่ต้องอวดของมีค่าในรถเพื่อเชิญโจรให้ปล้นคุณ

ทุกครั้งที่กลับมาขึ้นรถ

เสร็จธุระแล้ว ก่อนออกมาจากอาคาร อุ๋มอิ๋มจะเตรียมพร้อม
รับสถานการณ์ในที่จอดรถ เธอจะเปิดกระเป๋าหยิบกุญแจรถมาถือไว้
บัตรจอดรถเตรียมค้นหาให้พร้อมสรรพ ไม่เคยเสียเวลายืนควานหาของ
ที่ข้างรถอย่างแอน ทุกครั้งก่อนเดินมาขึ้นรถ อุ๋มอิ๋มจะมองมาจากไกลๆ
ดูว่า “สภาพแวดล้อม” น่าวางใจหรือมีอะไรผิดสังเกต
ข้างรถมีผู้ชายน่าสงสัยเดินเตร่อยู่ หรือนั่งอยู่ในรถคันที่จอดอยู่ข้างรถตัวเองหรือไม่
ถ้าอุ๋มอิ๋มรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ดี หรือท่าทีไม่ชอบมาพากล
เธอจะเดินกลับเข้าไปในห้างหรือในตึกอีกครั้งทันที
เธอยอมเสียเวลาเช่นนี้จนเป็นนิสัย ไม่ว่าพบสิ่งใดก็ตามที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
เธอจะเดินกลับเข้าไปในห้างหรือในอาคาร เธอยอมเสียเวลาแต่ไม่ยอมเสียใจ
เพราะเธอเคยอ่านข่าว ผู้หญิงไขกุญแจรถตัวเองที่จอดอยู่ข้างรถตู้
ถูกไอ้วายร้ายที่ซ่อนอยู่ในรถตู้ เปิดประตูออกลากตัวเข้าไปในรถมัน
อุ๋มอิ๋มไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดกับตัวเอง
แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดสังเกต เมื่อเดินไปถึงรถตัวเองแล้ว
อุ๋มอิ๋มจะกวาดสายตามองในรถอย่างรวดเร็ว
เช็คว่าไม่มีอะไรผิดปกติในรถ ไม่มีใครซ่อนอยู่ใต้เบาะหรือหลังรถ
ถ้าวันไหนโชคร้ายได้ที่จอดรถไกล หรือห้างไม่ยอมเปิดไฟให้สว่าง
อุ๋มอิ๋มไม่เคยอายที่จะขอความช่วยเหลือ
เธอจะขอร้องให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินมาส่งเธอถึงรถ
ทั้งหมดนี้แม้แอนจะค่อนเสมอว่าเธอเป็น “ประสาท” แต่อุ๋มอิ๋มไม่โกรธ
เพราะสำหรับเธอแล้ว “เป็นสาวประสาทในสายตาใครๆ
ดีกว่าเป็นสาวมั่นใจในห้องไอซียู”

รู้ไหมว่าฉันเป็นผู้หญิง

ไม่เพียงของมีค่าท้าโจร แต่สารพัดสมบัติประกาศความหน่อมแน้ม
ก็เปรียบเหมือนการเปิดโพรไฟล์ให้โจรรู้ว่า เจ้าของรถคันนี้เป็นผู้หญิง
เรื่องจริงเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อรัตนิภาจอดรถในห้าง แล้วลงจากรถ
พร้อมทั้งทิ้งข้าวของบ่งบอกความเป็นผู้หญิงแท้ ตั้งแต่ที่หุ้มพวงมาลัยสีชมพูหวาน
รองเท้าฟองน้ำลายดอกไม้ หมอนเฮลโหลคิตตี้ กระเป๋าเครื่องสำอางบนเบาะหน้า
และตะกร้าซีดีบุลูกไม้ ไว้ “เชื้อเชิญ” โจร

เมื่อเธอกลับมาขึ้นรถ กำลังจะออกรถอยู่แล้ว
เธอเหลือบเห็นว่ามีกระดาษใบใหญ่ติดกระจกหลังรถอยู่
รัตนิภางงเล็กน้อย อาจปาดหน้ารถใครแล้วถูกเขียนด่า
เธอเปิดประตูรถจะเดินลงไปดูอยู่แล้ว แต่ชะรอยบุญรักษา!
สายตาเธอเหลือบเห็นในกระจกส่องหลังเสียก่อน
ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งใส่หมวกแก๊ปเก่าๆ แอบดูเธออยู่หลังเสา
รัตนิภาตัวชาวูบ ปิดประตูล็อครถ แล้วตัดสินใจสตาร์ท
ออกรถไปจนถึงบริเวณที่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
และขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยดึงกระดาษที่ท้ายรถออกให้
เมื่อเงยหน้าขึ้น เธอเห็นรถกระบะคันหนึ่งแล่นผ่านไปอย่างเร็ว
รัตนิภาจ้องเขม็งดูรถคันนั้น แล้วเห็นหมวกแก๊ปเก่าๆ
ของชายที่แอบดูเธอเมื่อสักครู่ ซุกแอบอยู่ท้ายกระบะ!

รัตนิภามองดูในรถตัวเอง มองดูรถที่จอดอยู่เต็มลาน
แล้วสงสัยว่า “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย”
ฉับพลันเธอฉุกใจคิดขึ้นมา เป็นไปได้ไหมที่สมบัติพัสถาน
ที่บ่งบอกความเป็นผู้หญิงในรถ ทำให้เธอได้รับเกียรติให้เป็น “เหยื่อ”
ข้าวของหวานแหววน่าเอ็นดู ที่ประกาศให้โลกรู้ว่าเธอคือ “ผู้หญิงขับรถคนเดียว”
จะใช่อย่างที่คิดหรือไม่ก็ตาม แต่หลังรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้หวุดหวิด
รัตนิภาก็จัดรถใหม่หมด ถอดที่หุ้มพวงมาลัยไปเก็บ
ขนข้าวของหญิงๆ ทั้งหลายขึ้นบ้าน ของที่จำเป็นถูกเก็บ
ใส่กล่องพลาสติกสีธรรมดามีฝาปิดไม่ให้ใครเห็น
วันนี้ ในรถของรัตนิภาไม่เพียงมีเสื้อแจ๊คเก็ตยีนส์ยูนิเซ็กส์
และหมวกแก๊ปลายพราง แต่ยังมีรองเท้าวิ่งมาราธอน ไม้เบสบอล
และคู่มือฝึกยิงปืนวางไว้ด้วย!

เรื่องจริงชิงรถ

เรื่องจริงอีกเรื่อง เมื่อนักศึกษาสาวเอแบคคนหนึ่ง
ประสบเหตุร้ายในลานจอดรถเมืองพัทยา
วันนั้นเธอออกไปเดินเล่นในห้างคนเดียว ตั้งแต่อยู่ในห้าง
เธอก็สังเกตเห็นแล้วว่ามีผู้ชายเดินตาม มาตลอดทาง
แม้จะรู้สึกใจไม่ดี แต่สักพักเมื่อผู้ชายคนนั้นหายไป
เธอก็คิดว่าตัวเองคงอุปาทานไปเอง จนกระทั่งถึงเวลาห้างใกล้ปิด
นักศึกษาสาวเดินออกมาที่ลานจอดรถ ขณะที่ไขกุญแจจะขึ้นรถ
เธอไม่รู้เลยว่ามีผู้ชายคนหนึ่งแอบซุ่มอยู่ มันรอจังหวะ
ที่เธอเปิดประตูเข้าไปนั่งในที่นั่งคนขับ เปิดประตูหลังคนขับ
พรวดเข้ามานั่งข้างหลังเธอ แล้วชักปืนออกมาจี้
นักศึกษาสาวกลัวมาก เธอไม่สนใจว่ามันจะยิงเธอหรือไม่
เปิดประตูวิ่งแจ้นพร้อมกับร้องตะโกนให้คนช่วยสุดเสียง
คนร้ายแม้จะมีอาวุธปืน แต่เจตนาที่แท้จริงเพียงประสงค์ทรัพย์ไม่ใช่การฆ่า
มันจึงตะกายออกจากรถแล้ววิ่งหนีไปทางหน้าห้าง
ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้าง และพลเมืองดีเห็นเหตุการณ์
จึงช่วยกันไล่กวดจนจับตัวไว้ได้

ที่พัทยาเช่นกัน เหยื่อสาวแดนเซอร์อีกรายให้การว่า
เธอถูกจี้ขณะกำลังเข็นข้าวของออกจากห้างกำลังจะเก็บขึ้นรถ
โดยคนร้ายเดินเข้ามาประกบทางด้านหลังแล้วชักอาวุธปืนขู่บังคับ
ให้เธอส่งกระเป๋าสตางค์ที่ถืออยู่ในมือให้มัน
แต่สาวแดนเซอร์ชำนาญกว่า จึงใช้จังหวะที่คนร้ายเผลอต่อสู้ถีบคนร้าย
จนกระเด็นล้มกลิ้ง แล้วตะโกนให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยช่วย
คนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งหนีออกไปทางหลังห้าง
ทั้งสองสาวโชคดีที่เอาชีวิตรอดมาได้ เพราะคนร้ายประสงค์เพียงแค่ทรัพย์ไม่ใช่ชีวิต
เรื่องจริงสองเรื่องนี้ นอกจากสอนให้รู้ว่า ลานจอดรถห้างสรรพสินค้า
ไม่ปลอดภัยอย่างที่คุณ (เคย) คิดแล้ว มันยังสอนเราอีกว่า
1) เชื่อสัญชาติญาณไว้ก่อนดีกว่า ถ้ารู้สึกว่าถูกตาม
อย่าคิดว่ามันเป็นอุปาทาน ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ ให้ช่วยเดินมาส่งคุณที่รถ

2) เมื่อคุณต้องขนข้าวของพะรุงพะรังใส่รถ ระวังตัวเองเพิ่มขึ้น
ของมีค่าเช่นกระเป๋าสตางค์หรือเงินทอน เก็บลงกระเป๋ารูดซิปให้พ้นตาโจรไว้ก่อนเสมอ

อย่าให้เวลาโจรปล้นคุณ

เมื่อคุณมาถึงรถแล้ว แม้สภาพแวดล้อมจะ(ดูเหมือน)ปลอดภัย
อย่ามัวแต่พิรี้พิไรทำธุระ ล็อคประตูแล้วออกรถทันที!!!
ผู้หญิงขับรถ มีแนวโน้มที่จะทำโน่นนี่จิปาถะให้เสร็จก่อนออกรถ
คุณทำได้เฉพาะเมื่ออยู่ในโรง รถที่บ้าน แต่ห้ามทำเด็ดขาด
ในที่จอดรถห้างสรรพสินค้า ในลานจอดรถสาธารณะ หรือริมถนนเปลี่ยว
คุณไม่รู้หรอกว่าอาจมีอาชญากรที่ซุ่มดูคุณอยู่
มันอาจเดินตามดูพฤติกรรมคุณมาตลอดทาง มันรู้ว่าคุณขับรถมาคนเดียว
และกำลังง่วนทำเรื่องไม่เป็นเรื่องหลังช้อปปิ้งเสร็จ เช่น จัดข้าวของใส่ถุง
อพยพของไว้หลังรถ ควานหาของในช่องเก็บของ เปลี่ยนรองเท้า
หรือแม้แต่แต่งสวยในที่นั่งคนขับ พฤติกรรมประมาททั้งหมด
โดยเฉพาะการง่วนจัดของในกระโปรงท้ายรถ หรือยงโย่ยงหยกจากเบาะหน้า
มาจัดของในเบาะหลัง หันหลังให้ประตูรถ อันตรายมากๆ
ความเลินเล่อเช่นนี้ จะชักนำคุณให้พบกับเพื่อนร่วมทางโฉด
ที่หน้าด้านเปิดประตูรถขึ้นมาด้าน หลัง เอามีดจี้คอคุณ
แล้วสั่งให้คุณขับรถไปยังจุดหมายที่มันต้องการ
โอกาสงามที่ใครก็ตามมีช่องทางขึ้นรถคุณได้ มีตั้งแต่ เมื่อคุณขึ้นรถ
เมื่อคุณขับรถ เมื่อคุณลงจากรถ ขึ้นรถแล้ว อย่ามัวแต่ทำเรื่องอื่นใด
อย่าสนใจอะไรที่ไม่ควรสนใจ ล็อครถแล้ว อย่ามัวแต่ทำธุระล่อโจร จงออกรถไปทันที!

อย่ารอให้น้ำมันหมดถัง เติมพลังไว้เสมอ

ลินลาติดนิสัยเรื่อยเฉื่อย ถ้าเข็มน้ำมันไม่ชี้ที่ก้นถัง
หรือไม่มีไฟเตือนให้เติมน้ำมัน เธอไม่มีวันเฉียดใกล้ปั๊มเด็ดขาด
แล้ววันร้ายคืนร้ายก็มาถึง เมื่อลินลาขับรถเข้าไปจอด
ในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่ง เธอไม่ได้สังเกตเลยว่า
ไฟเตือนเติมน้ำมันเป็นสีแดงมาตั้งแต่เช้าแล้ว

เมื่อทำธุระเสร็จกลับมาขึ้นรถ เวลานั้นดึกมากแล้ว
เธอรู้สึกว่ามีเงาตะคุ่มจากเสาใหญ่ด้านหลัง เคลื่อนเข้ามาที่ตัว
ลินลาขึ้นรถและล็อครถทันท่วงที แต่ขณะที่เธอสตาร์ทรถเตรียมขับหนี
เธอก็พบว่ามันสตาร์ทไม่ติด ลินลาเบิกตากว้าง นึกอยากเอาหัวโขกพวงมาลัย
สักร้อยครั้ง เครื่องยนต์ของเธอไม่ใช่ปัญหา แบตเตอรี่ของเธอใหม่เอี่ยม
หม้อน้ำรถยนต์มีน้ำเต็ม ปัญหาคือน้ำมันของเธอเกลี้ยงถัง!!!!
อย่าให้เรื่องน่าเขกหัวตัวเองแบบนี้เกิดขึ้นกับคุณ
ถ้าคุณขับรถคนเดียว เติมน้ำมันให้เกินครึ่งถังขึ้นไปไว้เสมอ

เลิกดูหนังรอบดึกคนเดียวเสียที


พิราภรณ์สาวมั่น วันนี้ทำงานทั้งวันจนเหนื่อยล้า
เธอวางแผนพักสมองด้วยการหาหนังดูสักเรื่อง
ชวนใครก็ไม่มีใครไปเป็นเพื่อน ด้วยความรำคาญใจ ฉันดูคนเดียวก็ได้ไม่เห็นแคร์
คืนวันศุกร์รถติดเป็นตังเม กว่าจะไปถึงโรงหนังก็สองทุ่มครึ่ง
ในที่จอดรถเธอเห็นรถจอดแน่นเต็มลานจอด
กว่าจะหาที่จอดรถได้ก็หมดไปอีกครึ่งชั่วโมง
ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องดูหนังรอบสามทุ่มครึ่ง

ดูหนังเสร็จราวห้าทุ่มกว่า ออกจากโรงมาเจอก้องเกียรติ เพื่อนเก่าโดยบังเอิญ
เธอจึงอาสาขับรถไปส่งเขาที่บ้าน ทั้งสองเดินออกมาด้วยกันที่ลานจอดรถ
ตอนนั้นรถที่จอดแน่นๆ หายไปหมดเหลือไม่กี่คัน มีรถเธอคันเดียวที่จอดอยู่ไกลที่สุด
ขึ้นรถได้พิราภรณ์ก็ออกรถ เธอรู้สึกแปลกๆ เหมือนได้ยินเสียงดังระหว่างขับ
พิราภรณ์จะจอดลงไปดูตรงนั้น แต่ก้องเกียรติเตือนว่าให้ขับรถออกไปดูที่ถนนใหญ่ดีกว่า
เมื่อออกมาถึงถนนใหญ่ ก้องเกียรติลงไปดูที่ยางล้อหลังพบว่ายางแบน
แต่ไม่ได้แบนจากตะปู มันแบนจากรอยกรีดที่แก้มยาง ฝีมือคนร้ายในลานจอดรถแน่นอน!
พิราภรณ์ใจหายวาบ นี่ถ้าก้องเกียรติไม่ได้ติดรถมาด้วยอะไรจะเกิดขึ้น
เธอคงลงไปดูตั้งแต่ในลานจอดรถ และเมื่อคนร้ายเห็นว่าเธออยู่คนเดียว
เธอคง “โดนดี” ไปแล้ว

ตั้งแต่นั้นมา พิราภรณ์ตัดสินใจเลิกดูหนังรอบดึกคนเดียวเป็นการถาวร

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

ATM เงินด่วน ภัยด่วน

เอทีเอ็ม เงินด่วนภัยด่วน

“นักศึกษาสาว ม.รังสิต ถูกจี้ชิงทรัพย์แต่เช้า คนร้ายสะกดรอยตั้งแต่กดเงิน
จนแวะห้องน้ำในปั๊มบนถนนลาดพร้าว
สบโอกาสปลอดคน
ใช้คัตเตอร์แทงที่ท้องและแขนทั้งที่เหยื่อกำลังก้มหยิบเงินให้”


“นักศึกษาวิทยาลัยสารพัดช่าง กดเงินที่ตู้เอทีเอ็มเวลาสี่โมงเย็นที่มหาวิทยาลัย
แล้วนำเงินสดที่กดมาจำนวน 25,000 บาท
ซุกไว้ที่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์
จากนั้นจึงขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน ขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์มือถือกับเพื่อนชาย
ปรากฏว่ารถตู้คันหนึ่งแล่นผ่านมา คนร้ายคนหนึ่งในรถตู้เป็นชาย ยื่นมือมาผลักใบหน้า
จนรถเสียหลักล้มลง
จากนั้นก็ตามลงมาทำร้าย แล้วช่วยกันอุ้มตัวขึ้นรถตู้”

“สุวนิต เจ้าของธุรกิจสาวนำเข้าส่งออก เบิกเงินสดจำนวน 1 แสนบาทจากตู้เอทีเอ็ม
ธนาคารย่านบางพลี เพื่อจะนำไปให้ลูกค้าที่ฉะเชิงเทรา หลังจากเบิกเงินเสร็จเรียบร้อย
เธอได้เอาเงินใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลของธนาคาร แล้วเก็บไว้ใต้เบาะที่นั่งคนขับ
ระหว่างทางได้แวะจอดรถเพื่อซื้อของในปั๊มน้ำมัน ปรากฏว่าเมื่อเดินกลับมา
กระจกรถยนต์ถูกทุบและเงินที่วางใต้เบาะคนขับจำนวน 1 แสนบาทหายไปแล้ว
เบื้องต้นตำรวจคาดว่าคนร้ายน่าจะขับรถติดตามมาจากธนาคาร เมื่อสบโอกาสจึงลงมือก่อเหตุ”


เป็นเรื่องจริงที่ทศวรรษนี้ ตู้เอทีเอ็มกลายเป็น “ตู้ซ่อนเงิน” ไปเสียแล้ว
ความสะดวกในการเบิกถอนและทำธุรกรรมเงินสดนอกธนาคาร
กำลังกลายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้มิจฉาชีพปล้นเราง่ายขึ้น
ขณะที่เรากำลังง่วนอยู่กับการเอาเงินจากตู้ มิจฉาชีพก็รอจ้องที่จะเอาเงินของเราไปอีกต่อ
พฤติกรรมมิจฉาชีพมีตั้งแต่การพยายามลักรหัส โดยการติดกล้องไว้จุดใดจุดหนึ่ง
ที่จะทำให้มองเห็นมือเราที่กดรหัสบัตรถอนเงิน จนพัฒนา(ในทางชั่ว)มาถึงขั้นโจรกรรมข้อมูลในบัตร
โดยใช้เทคโนโลยี แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ การสะกดรอยตามเหยื่อ แล้วลงมือลักวิ่งชิงปล้นเอาอย่างดื้อๆ

กดเงินด่วนอย่างไรไม่เสียทีโจร

ผู้หญิงที่ต้อง “เปิดตู้เอาเงิน” จากเอทีเอ็ม พึงรำลึกไว้เสมอว่า
คุณกำลังเปิดบ้านให้โจรปล้น ควรสังเกตรอบข้างสักนิดว่ามี “บุคคลมีพิรุธ” จ้องดูคุณอยู่หรือไม่

- กดเอทีเอ็มทุกครั้ง เลี่ยงตู้เอทีเอ็มในที่เปลี่ยว เลือกที่ที่คนอยู่กันพลุกพล่าน สว่าง โล่ง ปลอดภัย
เช่น เลือกตู้ที่อยู่ในห้างแทนที่จะเลือกนอกห้าง

- เตรียมบัตรถือไว้ก่อนถึงตู้ พยายามจดจำรหัสเอทีเอ็มให้แม่นมั่น อย่าล้วงควักกระเป๋า
เปิดเมมโมรี่ในมือถือหรือเปิดดูกระดาษโน้ต ระหว่างรอคิว สังเกตผู้คนรอบตัว
ถ้ารู้สึกระแวงหรือไม่สบายใจ ให้เดินออกจากตู้ก่อน

- เมื่อถึงคิวทำธุรกรรม ใช้เวลาให้น้อยที่สุดหน้าตู้ อย่ายืดเยื้อให้โจรมีโอกาส ระหว่างที่กด
ถ้ามีเหตุการณ์ใดที่ทำให้รู้สึกระแวง เช่น คนข้างหน้ากดเงินไม่ออก หรือคนข้างหลังเข้ามาใกล้เกินไป
จงยกเลิกทันทีก่อนถึงขั้นตอนที่เงินจะไหลออกมา

- หากทำธุรกรรมไม่สำเร็จ อย่าทำท่ากังวลลนลาน ให้ยกเลิก ดึงบัตร แล้วเดินออกมาเลย
อย่ารับความช่วยเหลือใดๆ จากบุคคลแปลกหน้าที่ต่อคิวอยู่ กลุ่มคนร้ายที่ทำงานเป็นกลุ่ม
อาจวางแผนสร้างสถานการณ์และเข้ามารุมกันช่วยคุณ

- อย่ารับโทรศัพท์มือถือขณะกำลังกดเอทีเอ็ม ถ้ามันดังปล่อยให้มันดัง
อย่าให้อะไรมาแย่งความสนใจจากคุณและการทำธุรกรรม

- อย่ากดเอทีเอ็มล่วงหน้า ถ้าต้องนำเงินสดไปให้ลูกค้าจำนวนมาก
ให้กดเอทีเอ็มที่เครื่องที่ปลอดภัยและใกล้จุดหมายที่สุด แล้วนำเงินขึ้นรถไปที่จุดหมายอย่าแวะกลางทาง

ความจริงสิบอย่างเกี่ยวกับโจรเอทีเอ็ม


โจรเอทีเอ็มมักลงมือคนเดียว
โจรเอทีเอ็มส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 30
โจรเอทีเอ็มส่วนใหญ่ติดเหล้าหรือยาเสพติด
โจรเอทีเอ็มส่วนใหญ่พกอาวุธและขู่ว่าจะทำร้าย
โจรเอทีเอ็มส่วนใหญ่จะจี้เอากระเป๋าสะพายและของมีค่าไปด้วย
50% ของเหตุร้ายเกิดขึ้นเมื่อกดเงินเสร็จ
คนร้ายมักซุ่มตัวอยู่ในละแวกใกล้เคียงไม่เกิน 50 เมตร รอจนเหยื่อเข้ามากดเงิน
เหยื่อเกือบทั้งหมดอยู่ตรงนั้นคนเดียว
เหยื่อเกือบทั้งหมดไม่รู้ตัวว่าคนร้ายอยู่แถวนั้นจนเมื่อเกิดเหตุ
เหยื่อเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง

รหัสเอทีเอ็มนั้นสำคัญไฉน


คุณอาจเคยคิดว่า ใครได้บัตรเอทีเอ็มคุณไปก็เปล่าประโยชน์ถ้าไม่มีรหัส
มีกรณีมากมายที่บัตรเอทีเอ็มหาย และคนร้ายสามารถ “แกะรหัส” คุณได้ ด้วยวิธีที่คุณนึกไม่ถึง
คำเตือนที่ติดข้างตู้ให้คุณเอามือบังรหัสเอทีเอ็มนั้น ไม่ใช่คำเตือนลอยๆ
มีผู้คนมากมายที่คิดว่า “ไม่เห็นจำเป็น” ถ้าไม่มีคนต่อคิวอยู่ข้างหลัง
ความจริงคือ อาชญากรสามารถซ่อนกล้องแอบดูการกดรหัสของคุณที่ไหนก็ได้
อาจแอบถ่ายจากด้านบนหรือซูมกล้องจากที่ไกล ดังนั้น คุณต้องยกมือบังรหัสตลอดเวลา
แม้จะไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลยก็ตามที่อันตรายไม่น้อยกว่ากัน คือการที่คุณตั้งรหัสเอทีเอ็ม
ด้วยเลขที่บ้าน เบอร์ห้องพัก หมายเลขโทรศัพท์ หรืออะไรก็ตาม
ที่คนร้ายสามารถแกะรอยจากข้อมูลส่วนตัวของคุณได้
ลองคิดภาพคุณตั้งรหัสเอทีเอ็มด้วยเลขที่วันเกิดกับปีที่เกิด
คุณคิดว่าบัตรเอทีเอ็มหายคนร้ายคงไม่รู้รหัสส่วนตัวของคุณ แต่คุณลืมไปว่า
อะไรจะเกิดขึ้นถ้าคนร้ายได้กระเป๋าไปทั้งใบ แน่นอนมันอาจเดารหัสนี้ได้
จากข้อมูลในบัตรประชาชนของคุณ
อย่าเด็ดขาด ตั้งรหัสเอทีเอ็มด้วยข้อมูลส่วนตัว เลขที่บ้าน วันเดือนปีเกิด
รหัสไปรษณีย์ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือหรือว่าเบอร์โทรศัพท์ที่บ้าน
หมายเลขทะเบียนรถยนต์ก็ไม่ควรอย่างยิ่ง ผู้หญิงขี้ลืมบางคนตั้งรหัสบัตรเอทีเอ็มทุกใบ
และบัตรเครดิตทุกใบด้วยรหัสเดียวกัน อันตรายไม่แพ้กัน เพราะถ้ามัน “แกะรอย”
รหัสเดียวได้ มันก็ได้ชีวิตคุณไปทั้งชีวิต

สลิปเอทีเอ็มนั้นสำคัญฉะนี้

ทุกครั้งที่กดเงินเอทีเอ็ม คุณทิ้งสลิปที่หน้าตู้ทันทีหรือไม่
ถ้าใช่ เปลี่ยนนิสัยด่วน!
คุณรู้หรือไม่ว่าบนสลิปบัญชีมีเลขบัญชีสิบหลัก และเลขสิบหลักนี้
มีค่าเทียบเท่ากับบัตรเอที เอ็ม ถ้าทำธุรกรรมโอนเงินผ่านระบบธนาคารทางโทรศัพท์
เพียงมีตัวเลขบัญชีและรหัสที่ใช้กับบัญชีนั้น มิจฉาชีพก็สามารถใช้บริการธนาคารทางโทรศัพท์
โทรเข้าไปทำการโอนเงินได้ เอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวกับเงินของคุณ
ทุกอย่างที่มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณ เลขบัญชีธนาคารของคุณ วันเดือนปีเกิดของคุณ สลิปบัตรเครดิตของคุณ
ทำลายให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หาที่กำจัดอย่างปลอดภัย อย่าทิ้งเอาไว้ให้ใคร “สะกดรอย” ตามคุณได้

ช้อปฉลาด

นอกจากตู้เอทีเอ็ม ที่ไหนอีกล่ะที่ผู้คนพกเงินเป็นฟ่อน ใช่แล้ว ห้างสรรพสินค้าไง
ห้างร้านที่คุณช้อป คือสถานที่ที่ผู้คนนำเงินสดติดตัวมาเพื่อจับจ่าย
ยิ่งนักช้อปมัวแต่พุ่งความสนใจไปยังสินค้าที่วางล่อตาอยู่ ความเผลอไผลก็สร้างโอกาส
ให้นักฉกฉวยที่คิดการชั่วมาแล้วจากบ้าน
อาชญากรรมมากมายเกิดขึ้นในห้าง แต่อย่าให้มันเกิดขึ้นกับคุณ

9 วิธีลดโอกาสตกเป็นเหยื่อโจรห้าง

ไม่ช้อปปิ้งในยามวิกาล พยายามไปช้อปตอนกลางวันที่สว่างและพลุกพล่าน
ถ้ามีความจำเป็นต้องไปตอนค่ำ ให้หาที่จอดรถใกล้ประตูมากที่สุดหรือใกล้ รปภ.มากที่สุด
พกเงินน้อยที่สุด ถ้าพกมาก อย่าเปิดกระเป๋าที่มีธนบัตรเป็นฟ่อนให้ใครเห็น
ทำตัวเป็นคนใจร้าย อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับใคร แม้แต่นักศึกษาหน้าตาไม่มีพิษภัยที่มาทำแบบสำรวจ
ทำตัวเป็นคนช่างสังเกตจนเป็นนิสัย รู้ตัวเสมอว่าใครอยู่ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา
นิสัยนี้ฝึกเป็นนิสัยประจำตัวทุกครั้งที่อยู่ในที่สาธารณะ
อย่าเข็นรถไปมุมอับ มุมเปลี่ยว ถ้าเป็นเวลาวิกาล หลีกเลี่ยงอย่าเข้าห้องน้ำคนเดียว
ถ้ารู้สึกว่ามีใครเดินตาม พยายามชน หรือเดินตรงมายังคุณโดยไม่มีเหตุผล
พยายามหาทางเลี้ยวหลบ แล้วเข็นรถไปทางแคชเชียร์
เมื่ออกจากแคชเชียร์ เก็บเงินทอนใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย
แล้วนำกระเป๋าเงินใส่กระเป๋าสะพาย รูดซิปปิด
ยอมเสียเวลาเล็กน้อยทำให้เสร็จเรียบร้อย ตั้งสติให้ดีก่อนเข็นรถออกมาจากห้าง
ถ้ามีรถ หยิบกุญแจรถเตรียมไว้ก่อนที่จะเข็นรถเข็นไปที่รถ
ถ้ามีอะไรผิดสังเกตในลานจอดรถ หรือถ้ามันมืดจนไม่สบายใจ อย่าอายที่จะเรียก รปภ.ให้เดินไปส่ง

...................................................

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

ผ่าวิกฤตเอาชีวิตรอด

หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี บอกไว้ในหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” ว่า
วิธีการที่ผู้หญิงจะ เอาตัวรอดจาก "ภัยข่มขืน" ได้ ผู้หญิง "ต้องมีสติ" จริงๆ
และมีความคิดที่จะเอา ตัวรอดให้ได้ ด้วยกลวิธีใดวิธีหนึ่ง
ซึ่งพิจารณาแล้วว่าจะไม่พลิกเป็นภัยต่อ ชีวิต
การ รวบรวมพลังเพื่อต่อสู้นั้นต้องนึกถึงใครสักคน อาทิ พ่อ แม่ คิดว่าเราจะยังตายไม่ได้

อย่าเอาแต่ร้อง เพราะยิ่งร้องฝ่ายตรงข้ามจะยิ่งโมโห อาจจะ ยิ่งทำร้ายเรา
หรืออย่า อ้างว่ามีประจำเดือน เพราะส่วนใหญ่พวกข่มขืนจะไม่เชื่อ

พร้อม ยกตัวอย่าง 5 กรณีจริงที่ผู้หญิงใช้ ปัญญาผ่าวิกฤติเอาชีวิตรอดสำเร็จมาแล้ว!!!

1) ต่อรองให้เงิน กระชากสติไม่ให้ทำชั่ว

เหยื่อรายนี้เตือนสติคนร้ายว่าการข่มขืนกระทำชำเรานั้นมีโทษหนัก
เธอเกลี้ยกล่อมด้วย เหตุผลว่าบริเวณนั้นก็มีสถานบริการอยู่หลายที่
ถ้าไปใช้บริการแบบนั้น ก็จะรอดพ้นความผิด โดยเธอยินดีจ่ายเงินให้ เอง
เหยื่อ สุดฉลาดรายนี้ ใช้วิธีเจรจากับคนร้าย ทำใจ ดีสู้เสือ เอามือไปแตะที่อกคนร้าย
แล้วพูดจาเตือนสติ จากนั้นก็ถอดสร้อยทองในคอให้ ในที่สุดคนร้ายยอมเอาสร้อยทองแล้วหนีไป

2) ต่อสู้กับความใคร่ ด้วยการทำให้คนร้ายหมดอารมณ์

แพทย์หญิงคนหนึ่ง กำลังเผชิญภัยข่มขืน แต่เธอสามารถเอาตัว รอดจากคนร้ายได้
ด้วยความแข็งแกร่งของ ร่างกายจากการเล่นกีฬาเป็นประจำ และด้วยสติปัญญาของเธอเอง
เหยื่อรายนี้ รู้ว่าคนร้ายกำลังหน้ามืดสุดขีด เธอไม่เพียงกัดตามตัวของผู้ชาย
ให้เจ็บปวดและหมดอารมณ์ แต่ยังกระชากสร้อยคอของผู้ชายอย่างแรงจนขาดติดมือ
เป็นการกระชากผู้ชาย ออกจากอารมณ์ใคร่ เมื่อมันปล่อยตัวเธอ เธอจึงรีบหนีออกมาจากที่นั้น

3) พูดจาเกลี้ยกล่อม ยกความจริงจี้ใจดำ

นักศึกษาฝึกงานทาง จังหวัดภาคใต้ที่ถูกปลัดอำเภอลวงไปข่มขืน
สาวน้อยพยายามต่อสู้ แต่ไร้ผล แทนที่จะเอาชนะความแข็งแกร่งทางกาย
เธอใช้สติหาวิธี “กระแทกจุดอ่อนทางใจ” แทน
เหยื่อรู้มาว่าภรรยาของปลัดอำเภอคนนั้นกำลังตั้งท้องแก่จวนคลอด
จึงพยายามให้สติกับคน ร้ายว่า เขากำลังสร้างปัญหาในอนาคตให้ลูก
อะไรจะเกิดขึ้นถ้า ภรรยาทราบเรื่อง อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
ลูกที่เกิดมาจะต้องพบ เจออะไรบ้าง ชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปในทางร้ายอย่างไรบ้าง
ซึ่งปรากฏว่าได้ผล เมื่อชายผู้หน้ามืดด้วยความใคร่เกิดได้สติเห็นจริงขึ้นมา
และเลิกล้มความคิดที่จะข่มขืนเธอ

4) พิฆาตจุดตาย

กรณี นี้เด็กหญิงคนหนึ่งถูกลุงแท้ๆ พยายามจะข่มขืนหลายครั้งแต่ยังไม่สำเร็จ
แม่หนูจึงนำเรื่องไปบอก ครูประจำชั้นเพื่อให้ช่วยหาทางเอาตัวรอด
ครูประจำชั้นจึงแนะนำวิธีง่ายๆ ว่า ถ้าลุงพยายามข่มขืนอีกก็ให้ใช้วิธีบีบอวัยวะเพศ ให้สุดแรงไปเลย
แม่หนูทำตามที่ครูบอก วิธีนี้ได้ผล เธอ “พิฆาตจุดตาย”
จนผู้ใหญ่ใจโสมมถึงกับหน้าเขียว หน้าเหลือง สิ้นแรงทำชั่วกับหลานตัวเองไปเลย

5) แกล้งตายเอาตัวรอด

เหยื่อรายนี้เผชิญภัย ข่มขืนบนรถประจำทางต่างจังหวัด เธอต่อสู้ทุกวิถีทาง
ทั้งกัดลิ้นและกัดหูแต่ก็ไม่เป็นผล ยิ่งทำไอ้บ้ากามก็ยิ่งหื่น สุดท้ายถึงกับตีศีรษะเธอจนเลือดอาบ
หญิงสาวเจ้าปัญญาได้ทีใช้สติเป็นอาวุธ เธอแกล้งทำเป็นนอนตายจมกองเลือดไปเลย
ปรากฏ ว่าได้ผล คนร้ายกลัวความผิดจึงทิ้งร่างเธอไว้แล้วหลบหนีไป

ช่วงหนึ่งถึงสองนาทีแรกของการประทุษร้ายถือเป็นนาทีทอง
เพราะอาชญากรจะต้องประเมินสถานการณ์โดยอัตโนมัติ
ว่าเหยื่อรายนี้ "หมู" หรือ "หิน"

เป็นความจริงที่ว่า คุณควรฉวยโอกาสสองสามนาทีแรก
เตือนสติทุกรูปแบบให้มันสำนึกถึงผลที่จะตามมาในอนาคต

จะด้วยการต่อสู้ ขู่ด้วยข้อกฎหมาย ปลอบโยน หรือแม้แต่ยกแม่น้ำทั้งห้าขึ้นมา
เตือนสติก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่คุณเผชิญอยู่

ซึ่งถ้าจะขู่ด้วยข้อกฎหมาย คุณต้องมีความรู้ติดกระเป๋าไว้ "ขู่โจร" ว่า
ตาม กฎหมายไทย มาตรา 276 โทษข่มขืนกระทำชำเราหญิงโดยใช้กำลังประทุษร้าย
คือถูกจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี ไม่รวมโทษปรับ แต่ถ้ากระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน
หรือวัตถุระเบิด โทษขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้น กลายเป็นถูกจำคุกยาว 15 ปี จนถึงตลอดชีวิต
ขู่ มันว่า ควรหรือที่จะทิ้งชีวิตไว้ในเรือนจำ
มันคุ้มค่ากันไหมกับการระบายความใคร่แค่ ครั้งเดียว

หากในที่สุดคุณถูกคนร้ายควบคุมหรือจับ ตัวไว้ได้ ให้จำเอาไว้ว่า
หนทางรอดของคุณยังมีอยู่ อย่ายอมให้เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยดุษณี
ทุกวินาทียังคงมีช่องว่างสำหรับคนฉลาด อย่างคุณ

ห้าเทคนิค ที่คุณควรรู้ไว้ เมื่ออยู่ในเงื้อมมือคนร้ายที่กำลังจะข่มขืน

1.ก่อนจะข่มขืน คนร้ายจะต้องถอดเสื้อผ้าเหยื่อ จากนั้นก็จะถอดเสื้อผ้าตัวเอง
ช่วงจังหวะที่คนร้ายกำลังปลดเสื้อผ้านั้นเป็นจุดสำคัญ ที่คุณยังฉวยโอกาสพลิกสถานการณ์ได้
โดย อาจใช้เท้าถีบ หรือใช้เข่ากระแทกที่อวัยวะเพศตรงหว่างขาให้เต็มแรง
คนร้ายจะเจ็บและหมดแรงชั่วขณะ

2. ถ้าเลยจุดนั้นไปแล้ว มันกำลังจะข่มขืนคุณ แสร้งทำเป็นลมหรือหมดสติ
เผื่อคนร้ายอาจจะเปลี่ยนใจ คนทั่วไปมักไม่ต้องการที่จะร่วมเพศกับคนที่ไร้สติสัมปชัญญะ

3. หากบังเอิญถูกข่มขืนในรถยนต์ ให้แกล้งทำเป็นอาเจียนโดยใช้นิ้วมือล้วงคอตัวเอง
พยายามทำให้รถเปื้อนมากๆ คนร้ายอาจโมโหหยุดรถ และเปิดประตูให้อาเจียนออกนอกรถ
คุณจะได้ฉวยโอกาสหนี

4. ท้ายสุดสุดท้ายจริงๆ คนร้ายกำลังจะร่วมเพศ วินาทีสุดท้ายนี้ให้รีบหนีบขาชิดติดกันเข้าไว้จนแน่น
คนร้ายจะไม่มีโอกาสสอดอวัยวะเพศเข้าไปได้ ฉวยโอกาสนี้ใช้มือคว้าพวงสวรรค์หรืออัณฑะแล้วบีบ
ให้สุดแรงเกิด หรือใช้หัวเข่าอัดเข้าไปที่บริเวณอัณฑะอย่างเต็มที่

5.การจู่โจมนี้คุณต้องตัดสินใจอย่างฉับ พลัน ถูกจังหวะ และสุดแรงอย่างชนิดหวังผล เพราะถ้าพลาด
คนร้ายจะตอบโต้ด้วยความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
(ข้อมูล : “ผจญภัยในนาทีวิกฤติ” โดย ศาสตราจารย์สุชาติ โสมประยูร)